Login ทางเข้าเล่น mm88FC

จุดสิ้นสุดของ สเตอร์ริดจ์ กับสโมสร ลิเวอร์พูล

จุดสิ้นสุดของ สเตอร์ริดจ์ กับสโมสร ลิเวอร์พูล

จุดสิ้นสุดของ สเตอร์ริดจ์ กับสโมสร ลิเวอร์พูล

แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ย้ายมาจาก เชลซี ในเดือนมกราคม ปี 2013 และอยู่ที่ ลิเวอร์พูล มาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว สถิติในการยิงประตู 63 ประตู จาก 133 เกม ถือว่าเป็นจอมสังหารประตูคนหนึ่งของศูนย์หน้าของสโมสรเลยที่ผ่านมา ถึงตอนนี้เขาจะย้ายไปยัง เวสต์บรอมมิชอัลเบียนแล้ว ด้วยสัญญายืมตัวจนจบฤดูกาลนี้ แต่หลายๆท่านคงรู้ดีว่า นักเตะที่ถูกปล่อยตัวไปให้สโมสรอื่นยืม มันยากนักที่จะกลับมายังทีมชุดใหญ่ของสโมสรอีกครั้ง

และนี่น่าจะเป็นจุดแรกเริ่มของการถอยห่างออกไปเรื่อยๆของกองหน้ารายนี้กับสโมสร การลาจากครั้งนี้ถึงแม้จะเป็นในรูปแบบยืมตัว แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่า นี่คือจุดสิ้นสุดของ สเตอร์ริดจ์ กับสโมสร ลิเวอร์พูล อย่างเป็นทางการแล้วแน่นอน

เสียดายที่ทีมต้องปล่อยเขาไป ถอนหายใจโคตรแรง 😩😩 สำหรับผมแล้วเขายังคงเป็นกองหน้าจอมถล่มประตูเช่นเดิม หลายๆ ท่านค้านเสียงสูงคอแทบแตกว่า สเตอร์ริดจ์ หมดแล้วจริงๆ ด้วยสภาพร่างกายที่ค่อนข้างกรอบแบบข้าวเกรียบทอด และสปีดที่ลดลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่รบกวนเขามาตลอดในชีวิตช่วงการค้าแข้งนี้ และไหนจะระบบที่ไม่เอื้ออำนวยกับการเล่นของเขาอีก

สเตอร์ริดจ์ เป็นกองหน้าที่เหมาะกับการเล่นริมเส้นและตัดเข้ามายิงประตูได้ดี ในสมัยที่เขาอยู่ที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ เชลซี แต่การย้ายมายัง ลิเวอร์พูล เขาค่อยๆถูกจับให้เล่นเป็นหน้าเป้าอย่างเดียว และเจ้าตัวก็ทำได้ดีในการยิงประตูถล่มถลายตอบแทนข้าวแดงแกงร้อนของสโมสรที่ซื้อเขามา

สเตอร์ริดจ์ สำหรับผมแล้วเขาคือกองหน้าสไตล์โบราณเหมือนกันนะ เจ้าตัวมักจะทำได้ดีเมื่อมีกองกลางที่มีคิลเลอร์พาสที่ดีเช่นกัน อาวุธหนักชั้นดีที่เขามีก็คือ เท้าซ้ายทรงพลัง คม แรง เร็ว ฉลาดในการยิง เป็นกองหน้าคนหนึ่งที่มีจินตนาการในการเข้าทำยิงประตูจริงๆ แต่ก็อย่างที่พูด ระบบทีมในตอนนี้ของ เจอร์เกนส์ คล็อปป์ ทำให้เขาไม่สามารถฉายแสงออกมาได้มาก บวกกับอาการบาดเจ็บที่แทบจะไม่มีที่สิ้นสุดเลยของเขา

ผมเคยอ่านเจอบทความของต่างประเทศเขาบอกว่า อาการบาดเจ็บของ สเตอร์ริดจ์ น่าจะเป็นกรรมพันธุ์ทางบรรพบุรุษของเขาเกี่ยวกับเรื่องกระดูก ไม่มีใครสามารถที่จะปฏิเสธได้เลยว่าเขาคือกองหน้าที่ดีที่สุดคนหนึ่งของเกาะอังกฤษ แต่ก็ต้องหยุดชะงักด้วยอาการบาดเจ็บ ถือว่าน่าเห็นใจจริงๆสำหรับนักเตะที่มีพรสวรรค์คนหนึ่งทีเดียว

สเตอร์ริดจ์ ในวัย 28 ปี จากสภาพร่างกายของเขาถือว่าเขาน่าจะรู้ตัวแล้วว่า เขาอาจจะมีโอกาสในการถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษไปลุยฟุตบอลโลกแค่ปีนี้เท่านั้น และนี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือกตัดสินใจย้ายออกจากรังแอนฟิลด์ เพื่อหาโอกาสในการลงเล่นที่มากพอ มากพอที่จะทำให้ แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษชายตามองเขาอีกครั้ง และเลือกเขาเป็นหนึ่งในขุนพลไปลุยฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซีย

การก้าวเท้าออกไปครั้งนี้ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีนะครับ ส่วนตัวผมมองว่า ถ้าอยู่ต่อไปก็คงไม่ค่อยได้มีโอกาสลงเท่าไหร่นัก ดูเหมือนเขาจะยอมรับชะตากรรมในทีมที่มีผู้จัดการทีมที่ชื่อ เจอร์เกนส์ คล็อปป์ ไปแล้ว หลังๆ มานี่ก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสินใจย้ายออกไป เขากลับมาซ้อมกับทีมแบบเต็มรูปแบบได้เป็นเดือนแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับโอกาสลงสนาม หรือได้รับโอกาสให้มีชื่ออยู่ในทีมสำรองเลยด้วยซ้ำ อันนี้เราก็ต้องเข้าใจถึงทั้งสองฝ่ายด้วยว่า คล็อปป์ ต้องการนักเตะที่ทำงานให้เขาได้ในสนามด้วยสภาพที่ 100% เท่านั้น

ส่วน สเตอร์ริดจ์ ผมมองว่า เจ้าตัวน่าจะไม่สามารถฟิต 100% ได้ในแบบของผู้จัดการทีมมากกว่า ถึงแม้เจ้าตัวจะบอกว่าเขาฟิตพร้อมแล้ว แต่สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้จัดการทีมมากกว่า

อันนี้ต้องยอมรับนับถือหัวจิตหัวใจเขาเองเช่นกัน สเตอร์ริดจ์ ถือว่าเป็นมืออาชีพคนหนึ่งเช่นกัน ก้มหน้าก้มตาซ้อมไม่ออกมาพูดผ่านสื่อให้แคงใจกันทั้งสองฝ่าย เลือกที่จะอยู่อย่างเงียบๆ ซ้อมไปเรื่อยๆ รักษาสภาพร่างกายของเขาไปเรื่อยๆ จากจุดที่สูงที่สุด กลับสู่จุดที่ดำดิ่งลงเกือบต่ำที่สุดในการค้าแข่งของเขา ในวัย 28 ปี ยังไม่ถือว่าเลยจุดๆที่พีคของร่างกายไปเลย ถ้ามีการรักษาตัวที่ดี และถนอมร่างการในการเล่นในระบบทีมที่ไม่ต้องวิ่งเยอะ ปีกหลักยิงประตูเหมือนโอกาสมาถึง ผมเชื่อว่า เขาจะกลับมายิงประตูได้อีกครั้ง

เสียดายอยู่เหมือนกัน และใจหายมากๆที่ต้องเห็นนักเตะรายนี้ออกจากทีมไป ส่วนตัวผมยังเชื่อว่าเขาน่าจะมีประโยชน์กับทีมได้ไม่มากก็น้อย ถ้าเก็บไว้กับทีมต่อก็น่าจะมีประโยชน์นะ อย่างที่เราเห็นกันมา เมื่อ ลิเวอร์พูล ต้องพบเจอกับทีมที่มาเล่นอุดรถบัสสามชั้นก็ไปไม่เป็นเช่นกัน เพราะเราไม่มีกองหน้าที่เป็นธรรมชาติอยู่ในทีมเลย ผมเชื่อว่า ถึงแม้ สเตอร์ริดจ์ จะไม่สามารถลงเล่นเต็มๆเกมได้ แต่ก็สามารถทำหน้าที่เป็นซุปเปอร์ซับที่ดีได้เช่นกัน 20-30 นาทีสุดท้ายน่าจะทำอะไรได้ไม่มากก็น้อย ถึงเขาอาจจะช้าลง ไม่วิ่งไล่บอลบ้าคลั่ง ไม่วิ่งไล่กดดันแนวรับ แต่ผมยังคงเชื่อมั่นในความคมของเขาอยู่เสมอ เมื่อโอกาสมาถึงเขาก็พร้อมที่จะยิงประตู

ในฤดูกาลนี้เขาลงเล่นในทุกถ้วยทุกรายการไป 14 เกม ยิงได้ 3 ประตู และส่วนมากลงมาเป็นสำรองเกือบทั้งนั้น จากจุดนี้ ผมเชื่อว่าถ้าเขาได้รับมอบหมายให้ทำงานในด้านนี้เขาน่าจะทำมันออกมาได้ดี ยกตัวอย่างเช่น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยมีซุปเปอร์ซับชั้นยอดอย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ นั้นเอง ความเฉียบคมไม่ต้องพูดถึง ในวลาคับขัน ในเวลาที่ทีมตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการประตู เขาจะลงมา และทำหน้าที่ในสิ่งๆนั้นได้เสมอครับ

แต่สุดท้ายสิ่งที่ผมหวังเอาไว้ว่าจะเห็นก็ไม่เกิดขึ้น ก็ได้แค่เสียดายเท่านั้น เพราะมองกลับหลังมาตอนนี้ เมื่อทีมต้องการการเปลี่ยนแปลง เพิ่มมิติในแนวรุกให้เฉียบคมยิ่งขึ้น หลังกลับไปมองสำรองของทีมมี แดนนี่ อิงส์ และ โดมินิค โซลันเก้ ผมนี่ชื่นใจจริงๆ (ประชด!!) ไม่ใช่ไม่เก่งนะ แต่ตอนนี้พวกเขายังไม่ใช่ก็เท่านั้นเองครับ ทั้งคู่มีโอกาสพัฒนาไปได้อีกไกล ด้วยอายุและความสามารถ แต่ถามหน่อยนะ ตอนนี้ทีมกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกับ Top 6 หรือป่าว แต่สโมสรกลับลดอาวุธชั้นดีที่สุดออกจากทีม อันนั้นผมเข้าใจเลย เพราะอาจจะคำนึงถึงร่างกายและระบบการเล่นเป็นหลักของทีม แต่พี่ก็เล่นไม่ซื้อใครเพิ่มเข้ามาเพื่อทดแทน มองดูแล้ว ทีมในตอนนี้ เป็นทีมที่อ่อนด่อยกว่าทีมในช่วงซัมเมอร์เสียอีกครับ

ถ้าจะถามผมว่าแล้วทำไงล่ะเมื่อทีมไม่ซื้อ ผมคงต้องบอกตรงๆเลยว่า ก่อนอื่นคุณต้องทำใจก่อนครับ ต้องรู้ก่อนว่าทีมที่เราเชียร์ในตอนนี้ไม่ใช่ทีมที่ใหญ่อะไรอีกต่อไปแล้ว ถ้าเทียบกับขุมกำลังในการลุ้น Top 4 คงไม่ต้องยกตัวอย่างอะไรให้เมื่อยตุ้มนะครับ เมื่อเทียบกับบิ๊กทีมในลีก เราก็คงทำได้แค่สองอย่างเท่านั้นในตอนนี้ หนึ่งคงต้องเชื่อมั่นในตัวของผู้จัดการทีม เชื่อมั่นในระบบทีมของเขาที่ปลูกฝั่งรากลึกมานานสามปี สองก็ก้มหน้าก้มตาเชียร์กันต่อไป ไม่ว่าทีมจะเป็นยังไง จะอยู่ในจุดไหน คุณก็ไม่สามารถเลิกเชียร์หรือเลิกรักสโมสรแห่งนี้ได้หรอกครับ ถ้าคุณใช้หัวใจเชียร์สโมสรแห่งนี้จริงๆ หลายๆท่านด่าบ้าง บ่นบ้าง สบถบ้าง เหนื่อยบ้าง ท้อแท้บ้าง อายบ้าง แต่ผมเชื่อว่า ทุกท่านที่ใช้หัวใจเชียร์จริงๆจะไม่มีวันปล่อยให้ทีมเดินเดียวดายแน่นอนครับ

สโมสรอยู่ได้ ทีมอยู่ได้ก็เพราะแฟนๆบอลครับ ถ้าไม่มีแฟนบอลหนุนหลังสโมสรก็ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ครับ เราเองก็คือพลังหรือฟันเฟืองเล็กๆชิ้นหนึ่งในการที่ทำให้สโมสรได้ก้าวไปข้างหน้าได้เช่นกัน ฟันเฟืองเล็กๆน้อยๆก็จริง แต่ถ้ารวมกันทั่วโลกแล้วละก็ มันก็สามารถกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกด้านหนึ่งเช่นกันครับผม

ไม่ว่าบทสรุปในฤดูกาลนี้จะออกมาหน้าตาเป็นแบบไหน ทีมจะติด Top 4 หรือไม่ ผมก็จะยังคงเชียร์ต่อไป เพราะนอกจากฟุตบอล และทีมลิเวอร์พูล แล้ว ผมก็ไม่มีอะไรที่ชื่นชอบแบบสุดหัวใจได้เท่านี้อีกแล้วจริงๆครับ ผิดหวัง สมหวัง นั่นแหละคือคำว่า “ฟุตบอล” ที่เรารัก เราชอบดู ยังไงล่ะครับ


 
อ่านบทความฟุตบอลอื่นๆได้เลยที่ https://bit.ly/2H4RWMH

Check Also

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

เบื้องหลังความพ่ายแพ้ในตลาดซื้อขายนักเตะของปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

เบื้องหลังความพ่ายแพ้ในตลาดซื้อขายนักเตะของปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เกมพรีเมียร์ลีกนัดเปิดสนามของ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด กับเลสเตอร์ ซิตี้ จบด้วยผลชนะของฟากฝั่งปีศาจแดง แต่ในแง่ของการ “ซื้อนักเตะ” กลับเป็นฤดูกาลที่แมนฯยูฯ เป็นผู้พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง โชเซ่ มูรินโญ่ ส่ง 5 …