Login ทางเข้าเล่น mm88FC

ฤดูกาลที่มือเปล่าไร้แชมป์ของ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ฤดูกาลที่มือเปล่าไร้แชมป์ของ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับเชลซี ในฐานะแชมป์เอฟเอ คัพ ทีมใหม่ล่าสุดของเกาะอังกฤษ และเป็นแชมป์สมัยที่ 8 ด้วยการเอาชนะ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด นั่นจึงทำให้พลพรรคปีศาจแดงต้องจบฤดูกาลด้วยมือเปล่าไร้ซึ่งแชมป์ ไร้ซึ่งรางวัลปลอบใจ เป็นรองแชมป์ถึงสองรายการติดกันในฤดูกาลเดียว

ถามว่า ในฐานะที่เป็นแฟนปีศาจแดง รู้สึกผิดหวังหรือไม่กับการที่ชวดแชมป์เอฟเอคัพ

เรียนให้ทราบตามตรงอย่างนี้ครับ ถ้าในแง่ของความผิดหวังมันก็มีครับ เพราะมันเป็นถ้วยรางวัลเพียงถ้วยเดียวที่ “เรา” มีโอกาสใกล้เคียงที่จะได้รางวัลปลอบใจมากที่สุดแล้ว อีกทั้งหากสามารถคว้าแชมป์ใบนี้ได้ จะทำให้สถิติการเป็นแชมป์เอฟเอ คัพ สูงสุดกลับมาทาบเทียบเท่ากับอาร์เซน่อล เมื่อทุกอย่างมันล้มเหลว ความผิดหวังก็บังเกิดให้เห็นอยู่บ้าง

แต่เมื่อดูจากฟอร์มการเล่นตลอด 90 นาที ผมก็ไม่คิดว่า การแพ้เชลซีในนัดชิงเอฟเอ คัพ ที่สนามเวมบลีย์ ก็ไม่ได้หมายความว่า มันเป็นเกมที่ย่ำแย่อะไรนัก ตรงกันข้ามกลับเป็นเกมที่มีแง่ง่ามที่ดีให้เห็นด้วยซ้ำ เพราะจะเห็นได้ชัดว่า แข้งพันล้านของปีศาจแดงมีความพยายามที่จะรังสรรค์เกมบุกอย่างต่อเนื่อง

จากสถิติที่มีการเก็บจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปีศาจแดงพยายามเปิดเกมรุกเข้าใส่เชลซี โดยมีการครองบอลมากถึง 67% ขณะเดียวกันก็เป็นฝ่ายบุกเข้าทำใส่ทีมคนรวยจากลอนดอนมากถึง 13 ครั้งต่อ 3 ครั้ง และเป็นการเข้ากรอบมากถึง 5 ครั้ง

ในความเห็นของผมแล้ว เรื่องของมือขวา “คนใหม่” ของมูรินโญ่ ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกลหรอกครับ ไมเคิล คาร์ริคนี่แหละ เหมาะสมที่สุดแล้ว

อย่างไรก็ดี “ความผิดพลาด” ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวที่ปล่อยให้เอแดง อาซาร์ ใช้ความปราดเปรียวควบบอล จนทำให้ฟิล โจนส์ ซึ่งไม่มีทางเลือกใดๆเหลืออีกแล้ว นอกจากตัดสินใจทำฟาวล์ และทีมเสียจุดโทษ ซึ่งเคราะห์ดีที่จังหวะนั้น ไมเคิล โอลิเวอร์ เลือกที่จะแจกใบเหลือง แทนที่จะเป็นใบแดง เพราะหากกางตำราผู้ตัดสิน จังหวะแบบนี้จะให้เป็นใบแดงก็ย่อมได้ ไม่ผิดแผกอะไร ทุกอย่างสมควรแก่เหตุทั้งสิ้น

แน่นอนว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวของฟิล โจนส์ และแผงเกมรับ ในแมตช์ชิงชนะเลิศระหว่างทีมที่มีคุณภาพใกล้เคียง ก็เพียงพอแล้วที่จะตัดสินว่าทีมใดควรจะเป็นแชมป์ ซึ่งเป็นเชลซี ที่อาศัยความผิดพลาดดังกล่าวได้ กอปรกับพวกเขาก็ไม่เปิดข้อผิดพลาดที่จะส่งผลต่อการเสียประตูออกมา

และก็ยืนยันคำเดิม ความพ่ายแพ้ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นความพ่ายแพ้ที่สมศักดิ์ศรีครับ

บนความพ่ายแพ้ ก็มีสิ่งที่ดีให้เห็นอยู่บ้าง การที่นักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พยายามสร้างโอกาสการเข้าทำที่น่าพึงพอใจ มีการครองบอลที่เยอะกว่า คุณภาพทุกอย่างทำได้ดีกว่าทีมแชมป์เอฟเอ คัพ ทั้งหมด ตรงนี้ถามผมในฐานะแฟนปีศาจแดง ผมพอใจมากๆ แต่กระนั้นแล้ว มันก็สะท้อนว่า ในเกมที่ปีศาจแดงไม่มีโรเมลู ลูกากู สิ่งที่ขาดหายไป กลับเป็นเรื่องของความเฉียบขาด เฉียบคม มันพลันให้ผมคิดถึงลูกากูแทบขาดใจ และเป็นสิ่งที่สรุปข้อพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า การที่โชเซ่ มูรินโญ่ การันตีการลงสนามให้กับโรเมลู ลูกากู ตลอดทั้งฤดูกาลนับเป็นการตัดสินที่ถูกต้อง เพราะการไม่มีลูกากู เห็นได้ชัดครับว่า ปีศาจแดงขาดผู้เล่นที่สามารถเข้าปะทะกับกองหลังของเชลซี ลำพังมาร์คัส แรชฟอร์ด และอเล็กซิส ซานเชซ สองคนนี้ไม่อาจทัดทานเกมรับของเชลซีได้เลย อีกทั้งทำให้เราไม่เห็นถึงความอันตรายในกรอบเขตโทษเหมือนวันก่อนๆ ที่มีลูกากู

ผมคิดว่า มูรินโญ่ รู้อยู่ก่อนแต่แรกแล้วว่า การขาดลูกากู การค้ำยันในแดนหน้ามีปัญหาแน่ๆ จุดมุ่งหมายหลักผมเชื่อว่า มูรินโญ่ ต้องการส่งมาร์คัส แรชฟอร์ด ยืนคู่กับอ็องโทนี มาร์กซิยาล แต่แข้งฝรั่งเศสดันไม่ฟิตสมบูรณ์ จึงต้องเลือกอเล็กซิส มาเป็นพาร์ทเนอร์บนหน้ากระดานแนวรุก เพื่อสร้างแรงกดดันต่อแนวรับเชลซี แต่ด้วยความที่ทั้งสองคนมีขนาดตัวที่ “กะทัดรัด” ทำให้ดูจะเป็นแผนการเล่นที่ไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไหร่

ขณะเดียวกันการวางเจสซี่ ลินการ์ด ในฐานะกองกลางหลังคู่ศูนย์หน้า ผมคิดว่า แผนการนี้ยังไม่ค่อยเวิร์คเท่าไรนัก เนื่องจากธรรมชาติของลินการ์ดถนัดที่จะเล่นริมเส้น พร้อมกับตัดสลับเข้ามาเล่นแดนกลางด้านในเป็นบางจังหวะ

นอกจากนี้ ความปราชัยที่เกิดขึ้นในเวมบลีย์ ยังเผยให้เห็น “งานใหญ่” ที่มูรินโญ่ ต้องเริ่มแก้ไขชัดมากขึ้นทุกที นั่นคือ ฟูลแบ็ก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ควรมีการซื้อใหม่อย่างเร่งด่วน แอชลีย์ ยัง อาจเป็นฟูลแบ็กที่เติมเกมรุกได้ดี มีการครอสซิงที่สวยงาม แต่ยังอ่อนหัดมากในเรื่องของการประกบ และเล่นเกมรับ อันโตนิโอ วาเลนเซีย อาจมีวินัยในเกมรับ แต่การเปิดบอล หรือการสนับสนุนเกมรุกดูจะไม่ใช่สิ่งที่ดาวเตะชาวเอกวาดอร์ทำได้ดีนัก

เช่นเดียวกับตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก ซึ่งถึงที่สุดแล้ว ปีศาจแดงยังต้องการเซ็นเตอร์แบ็กไว้ใจได้อีกหนึ่งคน เพราะตลอดทั้งฤดูกาล วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ ยังขาดความมั่นใจ ทางด้านฟิล โจนส์ และ คริส สมอลลิง ผลัดกันผีเข้าผีออก จะเหลือก็แต่เอริค ไบญี่ ที่เป็นกองหลังที่ไว้วางใจได้มากที่สุด

ส่วนตำแหน่งกองกลาง ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่โชเซ่ มูรินโญ่ อาจต้องผลักดันให้ปอล ป็อกบา เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ที่สูงขึ้น ขยับขึ้นไปเล่นด้านหลังลูกากู เป็นบทบาทเพลย์เมกเกอร์ พร้อมกับจัดหามิดฟิลด์ตัวกลางอีกสักคนมาทำงานร่วมกับเนมันย่า มาติช รวมถึงมิดฟิลด์ริมเส้นทางด้านขวา เป็นตำแหน่งที่ “โคตร” จะเป็นจุดบอดของทีม พื้นที่ตรงนี้ไร้ความวูบวาบ ซ้ำร้ายนักเตะที่มีอยู่ในมือของมูรินโญ่ ไม่มีผู้เล่นคนใดเลยที่สามารถเล่นริมเส้นด้านขวาได้อย่างถนัดถนี่ ไม่ว่าจะเป็นมาร์ซิยาล แรชฟอร์ด มาต้า ไม่มีใครทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีสักราย

ดังนั้นแล้ว ความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นในสนามเวมบลีย์ ผมจึงอยากลองมองอีกด้านหนึ่ง ซึ่งด้านดังกล่าวอาจเป็นมุมมองที่ดูจะ “โลกสวย” สักหน่อยว่า การจบฤดูกาล 2017/18 ด้วยมือเปล่าไร้ซึ่งแชมป์และโทรฟี่ใดๆ ไม่ใช่เรื่องที่แย่ (ในบริบทที่ว่า ผมก็ไม่ได้พอใจในผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นแบบนี้) แต่ในภาพรวมแล้ว ก็อาจส่งผลลัพธ์ที่ดีต่อการวางแผนปรับปรุงทีม โดยเฉพาะการวางแผนลงทุนซื้อนักเตะใหม่ที่ลงล็อกกับแผนการเล่นของทีม แล้วปล่อยนักเตะที่ไม่เข้าระบบออกจากทีม สำหรับการไล่ตามความยิ่งใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในฐานะแชมเปี้ยน ในการสู้ศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า

ถ้าหากความเห็นแบบโลกสวยของผมถูกต้อง ความพ่ายแพ้ในวันนี้ จะเป็นชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ในวันพรุ่งนี้ครับ

อ่านบทความฟุตบอลอื่นๆได้เลยที่ https://bit.ly/2H4RWMH

Check Also

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

เบื้องหลังความพ่ายแพ้ในตลาดซื้อขายนักเตะของปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

เบื้องหลังความพ่ายแพ้ในตลาดซื้อขายนักเตะของปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เกมพรีเมียร์ลีกนัดเปิดสนามของ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด กับเลสเตอร์ ซิตี้ จบด้วยผลชนะของฟากฝั่งปีศาจแดง แต่ในแง่ของการ “ซื้อนักเตะ” กลับเป็นฤดูกาลที่แมนฯยูฯ เป็นผู้พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง โชเซ่ มูรินโญ่ ส่ง 5 …